เรื่องไตรสรณคมน์

         พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มีความสำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นเสมือนประตูที่จะเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ผู้ที่เข้ามาพระพุทธศาสนาจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา จะเข้ามาในฐานะเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ล้วนแต่ต้องเข้ามาทางพระรัตนตรัยทั้งสิ้นด้วยความเคารพนับถือ บูชา และศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือ พระสงฆ์ จึงได้เข้ามาและการจะได้เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก็ล้วนแต่ต้องเปล่งวาจาว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นพระรัตนตรัย จึงเป็นเรื่องที่ศาสนิกชนควรศึกษาเพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

 

ประวัติการถึงพระรัตนตรัย

          เทฺววาจิกสรณคมน์ / อุบาสกคนแรก

          เมื่อครั้งพระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุติสุข ในสัปดาห์ที่ ๗ หลังจากตรัสรู้พระอนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มีพ่อค้า ๒ พี่น้องชาวอุกกลาปะ คือ นายตปุสสะและนายภัลลิกะ ได้ถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผงแด่พระบรมศาสดา หลังจากนั้น ได้แสดงตนว่าขอถึงพระศาสดา และพระธรรมว่าเป็นที่พึ่ง (คือถึงพระพุทธ และพระธรรมเท่านั้น) โดยเปล่งวาจาว่า

           "เอเต   มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ, อุปาสเก
               โน  ภควา ธาเรตุ  อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเต"

            (วิ.มหา. ๔/๒/๒)

            ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้ง
            พระธรรมว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลาย
            ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนะสองว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

           พ่อค้าสองพี่น้องจึงเป็นอุบาสกสองคนแรกในพระพุทธศาสนาที่ถึงพระพุทธและพระธรรม ว่าเป็นสรณะ เพราะในเวลานั้น ยังไม่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก การถึงพระพุทธและพระธรรม ว่าเป็นสรณะของพ่อค้าสองพี่น้องนี้ เรียกว่า เทฺววาจิกสรณคมน์

            เตวาจิกสรณคมน์ / อุบาสกคนแรก

            เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักรกัปปวัตนสูตรและอนัตตลักขณสูตรโปรด พระปัญจวัคคีย์จนได้บรรลุพระธรรมเป็นพระอริยบุคคลทูลขออุปสมบทเป็นพระสาวกแล้ว พระองค์ทรงประทับ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวันนั้นเอง คืนหนึ่ง บุตรเศรษฐีชื่อ ยสะ มีความเบื่อหน่ายในกามคุณ ได้หนีออกจากบ้าน ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์เสด็จจงกรมอยู่ ยสะ ได้เดินเข้าไปในป่านั้นพร้อมทั้งบ่นรำพึงว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" พระบรมศาสดา จึงตรัสตอบไปว่า "ดูก่อนยสะ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญเธอมาที่นี่เถิด เชิญเธอนั่งเถิด เราจักแสดงธรรมให้เธอฟัง" ยสกุลบุตรได้เข้ามามานั่งใกล้พระบรมศาสดาและฟังพระธรรมเทศนา จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน รุ่งขึ้นเศรษฐีผู้เป็นบิดาทราบว่า บุตรชายของตนหายไป จึงได้ติดตามหา จนกระทั่งได้มาพบพระศาสดาที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ได้ฟังพระธรรมจนได้บรรลุ เป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกัน ท่านเศรษฐีจึงได้เปล่งวาจาขอถึงรัตนะสามเป็นสรณะ โดยเปล่งวาจา ว่า

                  "เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ
                    อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ  อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตํ.

                (วิ.มหา ๔/๒๗/๒๒)

                ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้ง
                พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
                ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต
                ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

          เศรษฐีบิดาของยสกุลบุตร ได้ชื่อว่าเป็นอุบาสกคนแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ คือ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรียกว่า เตวาจิกสรณคมน์ ในระหว่างที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมโปรดท่านเศรษฐีนั้น ยสกุลบุตร ได้ฟังธรรมและพิจารณาสังขารธรรมที่ตนบรรลุแล้ว ซ้ำอีก จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และได้ทูลขออุปสมบทในเวลาต่อมา (ขณะนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วในโลกคือ พระพุทธเจ้า ๑ พระปัญจวัคคีย์ ๕ รูป และพระยสะ)

           เตวาจิกสรณคมน์ / อุบาสิกาคนแรก

           พระบรมศาสดา พร้อมด้วยพระปัญจวัคคีย์และพระยสะ ได้เสด็จไปยังบ้านของเศรษฐีบิดาของพระยสะ ตามคำอาราธนา เมื่อเสด็จถึงเรือนของเศรษฐีแล้ว ก่อนทรงฉันภัตตาหาร พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดมารดาและภรรยาเก่าของ พระยสะ จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกันแล้ว ได้เปล่งวาจาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งว่า

                   เอตา มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ
                     อุปาสิกาโย โน ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตา สรณํ คตา.

                (วิ.มหา. ๔/๒๙/๒๔)

                 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า                  กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จง
                 ทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่า เป็นอุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยว่าเป็น
                 สรณะตลอดชีวิตตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

 

          สรณคมน์คือวิธีการบวชกุลบุตรยุคแรก

          ต่อมาสหายของพระยสะ มี วิมล สุพาหุ ปุณณชิ และควัมปติ เป็นต้นรวมทั้งพรรคพวกด้วย ได้ ๕๔ คน ได้ออกบวชตามพระยสะ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ได้รับการบรรพชาอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธองค์ทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง เมื่อรวมพระอรหันต์ ๗ องค์กับพระอรหันต์ ๕๔ องค์ จึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วในโลกเวลานั้น ๖๑ องค์ พระพุทธองค์ ทรงส่งพระสาวกไปประกาศ พระศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ เมื่อมีกุลบุตรฟังธรรมเกิดศรัทธาต้องการจะบวช พระสาวกก็นำมาเฝ้า พระพุทธองค์ ซึ่งเกิดความลำบากในการเดินทาง ทรงปรารภเหตุดังนั้น จึงทรงบัญญัติให้พระสาวกเป็นผู้บวชให้เองได้ โดยทรงบัญญัติกิจเบื้องต้นที่ควรทำ คือ ให้ปลงผม โกนหนวดของผู้ที่จะบวช แล้วจึงให้นุ่งหุ่มจีวรนั่งกระโหย่งประนมมือ กราบพระสงฆ์ แล้วเปล่งวาจา ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะว่า

                                    พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
                                           ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
                                           สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

                              ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
                              ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
                              ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

                              ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
                              ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
                              ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

           พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้พระสาวกบวชพระภิกษุและสามเณร ด้วยวิธีการถึงไตรสรณคมน์นี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ต่อมาทรงอนุญาตให้การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา โดยทรงมอบอำนาจให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการอุปสมบท จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ส่วนการบวชด้วยไตรสรณคมน์ได้ใช้ในการบรรพชาเป็นสามเณรและการปฏิญญาตนเป็นพุทธมามกะ ของพุทธศาสนิกชน

            ถึงพระรัตนตรัยแล้วต้องรักษาศีล ๕ ด้วย
               จึงเป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์

            กุลบุตรประสงค์จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ สามารถรับสรณคมน์ด้วยภาษาบาลีว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉาม เป็นต้น หรือกล่าวด้วยภาษาไทยว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง หรือ กล่าวด้วยภาษาของตน ๆ ทั้งภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ นับว่าเป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างจากการบรรพชาเป็นสามเณร จะต้องกล่าวขอสรณะเป็นภาษาบาลีเท่านั้น

            เมื่อรับสรณคมน์เสร็จแล้ว ต้องรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต จึงจะนับได้ว่า เป็นพุทธศาสนิกชน ที่สมบูรณ์ หรือ ผู้ประสงค์จะบรรพชาเป็นสามเณรหลังจากรับสรณคมน์แล้ว นับเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสิกขาต่าง ๆ เช่น ศีล ๑๐, ลิงค์ ๑๐, ทัณฑ์ ๑๐, เสขิยวัตร ๗๕ และขันธกวัตร ๑๔

 

            อานิสงส์ของการถึงพระรัตนตรัย

            ในคัมภีร์ สังยุตตนิกาย แสดงพระพุทธดำรัส ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสถึงอานิสงฆ์ของการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ  ไว้ว่า

                       "นรชาติหญิงชายเหล่าใด เหล่าหนึ่ง มาถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้า
                        ซึ่งพระธรรม ซึ่งพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง นรชาติหญิงชายเหล่านั้น
                        จักไม่ต้องไปสู่อบายภูมิฯ ละกายมนุษย์ไปแล้ว ก็จักทำกายของ
                        เทพให้เต็มบริบูรณ์ได้" ฯ
                        (สํ. ๑/๒๕)

 

            ตัวอย่างอานิสงส์ของผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย
              และรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต

            ในสมัยก่อน ณ หมู่บ้านมธุอัคณะในลังกาทวีป มีชาวประมงซึ่งเป็นชาวทมิฬ เลี้ยงชีพด้วยการทำประมงถึง ๕๐ ปี เมื่อมีอายุมากขึ้น ได้ล้มป่วยจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ ได้แต่นอนอยู่บนที่นอนของตน คราวนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งที่คุ้นเคยกับชาวประมงนั้น ทราบความนั้น จึงไปเยี่ยมและให้เขารับสรณคมน์ ชาวประมงนั้น เพราะกลัวต่อความตายจึงรับสรณคมน์ จากนั้น พระภิกษุรูปนั้นให้ศีลห้าต่อ แต่คนป่วยอาการหนักมากจนคางแข็ง จึงไม่สามารถกล่าวตามได้ ต่อจากนั้นไม่นาน เมื่อเขาเสียชีวิตลงได้ไปบังเกิดเป็นเทวดาในชั้นสวรรค์จาตุมหาราช เรื่องนี้ เทวดาตนนั้นได้มากราบเรียนเล่าให้พระภิกษุรูปนั้นทราบได้ด้วยตนเอง (องฺ.อฏฺ. ๒/๑๐๗)

             ในศาสนาของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกุลบุตรผู้หนึ่งประสงค์จะบวชแต่ไม่สามารถ บวชได้เพราะมีภาระที่ต้องเลี้ยงบิดามารดาที่ตาบอด จึงคิดว่า เมื่อได้ประสบพบศาสนาของพระ พุทธเจ้าแล้ว ควรจะหาที่พึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตนเอง จึงไปขอรับสรณคมน์กับท่านนิสภเถระ ผู้เป็นพระอัครสาวกของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วรักษาศีลดังกล่าวตลอดชีวิตของตน เมื่อสิ้นชีวิตแล้วไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ ในภพต่อ ๆ มาได้เสวยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อีกหลายภพหลายชาติ ภพสุดท้ายได้ไปเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในกรุงสาวัตถีในศาสนาของพระโคดม พุทธเจ้าของเรานี้ เมื่ออายุ ๗ ขวบ ได้ไปวัดพระเชตวันขอรับสรณคมน์ที่ตนเคยประพฤติมาในภพ ก่อนจนตลอดชีพ ในขณะรับสรณคมน์ก็เกิดปีติและเมื่อกำหนดปีตินั้นเป็นอารมณ์วิปัสสนา ได้บรรลุ พระอรหัตต์ในขณะนั้น พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เด็กนั้นอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ทั้งที่มีอายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น ท่านมีชื่อ ว่า "พระสรณคมนียเถระ" (ขุ. อป. ๘/๒/๙๕)